ด้วง หรือ แมลงปีกแข็งนั้น นับเป็นแมลงที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก

ด้วง หรือ แมลงปีกแข็งนั้น นับเป็นแมลงที่มีจำนวนมากที่สุดในโลก กล่าวคือ มีประมาณร้อยละ 40 ของแมลงที่มีอยู่ทั้งหมด มีลักษณะเด่นโดยรวม คือ ในวัยเต็มตัวจะมีปีก 2 คู่ โดยปีกคู่หน้าเป็นปีกที่มีความแข็งเท่ากันหรือเกือบเท่ากันตลอดทั้งแผ่น ซึ่งหมายถึง แผ่น หรือ ปีก ส่วนปีกคู่หลังเป็นแผ่นปีกใหญ่ค่อนข้างโปร่งแสง เมื่อเวลาเกาะอยู่ปีกคู่หลังจะพับซ้อนกันอย่างมีระเบียบและซ่อนอยู่ภายใต้ปีกคู่หน้าอย่างมิดชิด และเมื่อต้องการบิน ปีกคู่หลังนี้จะกางออก โดยการเปิดกางออกของปีกคู่หน้าขึ้นก่อนที่จะเหยียดกางปีกคู่หลังนี้ออกมาบินอย่างรวดเร็ว เมื่อเวลาที่จะเกาะหรือคลาน จะหุบปีกโดยปีกคู่หน้าจะประกบกันสนิทเป็นเส้นตรงอยู่ตรงกลางลำตัว ปีกคู่หน้าจึงทำหน้าที่เสมือนเกราะป้องกันตัวและปีกคู่หลัง ในขณะที่บินปีกคู่หน้านี้จะไม่ช่วยในการบินแต่จะช่วยในการทรงตัว อย่างไรก็ตาม จะมีด้วงบางชนิดที่ปีกคู่หน้าเชื่อมติดกัน จึงไม่สามารถบินได้ และบางชนิดก็มีปีกคู่หน้าเล็กหรือสั้นกว่าลำตัวมากจนไม่สามารถปิดส่วนท้องได้สนิท

ด้วงมีความสัมพันธ์กับมนุษย์มานานแล้ว ในอารยธรรมอียิปต์โบราณ ที่มีความเชื่อเรื่องเทพเจ้า จึงมีการนับถือเทพเจ้าองค์หนึ่งชื่อ เคปรี ที่มีเศียรเป็นด้วงมูลสัตว์อียิปต์ โดยเชื่อว่า ดวงอาทิตย์ที่เคลื่อนผ่านโลกมาได้ ก็ด้วยการกลิ้งมูลสัตว์ของด้วงชนิดนี้ ซึ่งมีอยู่มากมายในอียิปต์และแอฟริกาเหนือ ด้วยการเปรียบเอาดวงอาทิตย์เหมือนมูลสัตว์ที่ถูกด้วงชนิดนี้กลิ้งจนเป็นก้อนกลมนั่นเอง นอกจากนี้แล้ว ด้วงกว่างและด้วงคีมยังถูกเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงเพื่อความเพลิดเพลิน เพราะความสนุกสนานในการใช้เขาต่อสู้กันของเพศผู้ ในหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะในพื้นที่ล้านนา ที่อยู่ทางภาคเหนือของประเทศไทยในปัจจุบัน ด้วงกว่างชน มีการละเล่นกันอย่างหลากหลายจนกลายเป็นประเพณีหนึ่งในพื้นที่

นอกจากนี้แล้ว ในเชิงของความสวยงาม แมลงทับ ซึ่งมีสีของปีกคู่หน้างดงามสวยงามมาก มักถูกใช้ทำเป็นเครื่องประดับชนิดต่าง ๆ และหิ่งห้อย หรือ ทิ้งถ่วง ที่ตัวผู้สามารถเรืองแสงได้ในเวลากลางคืน ก็มักถูกนำไปเปรียบเปรยหรืออ้างอิงถึงต่าง ๆ เป็นแอนิเมชันของญี่ปุ่นที่สร้างเป็นภาพยนตร์ หรือมีการชมแสงของหิ่งห้อยในพื้นที่ต่าง ๆ